์News

์News

เทคโนโลยี

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคโนโลยี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคโนโลยี แสดงบทความทั้งหมด

สวนยางอัดแก๊สเอทธิลีน Let-I ต้นยางโตไว เพื่อผลผลิต 2 เท่า ที่สุราษฎร์ฯ

สวนยางอัดแก๊สเอทธิลีน Let-I ต้นยางโตไว เพื่อผลผลิต 2 เท่า ที่สุราษฎร์ฯ

 แม้ว่าการใช้ “แก๊สเอทธิลีน” เร่งผลผลิตในต้นยาง จะมีข้อจำกัด ต้องใช้กับต้นยางอายุ 15 ปีขึ้นไป
เป็น “กฎเหล็ก”  แต่ก็มีเกษตรกรชาวสวนยาง “แหกกฎ” นำมาใช้กับต้นยางอายุน้อยกว่านั้น เช่น 11 ปี หรือเปิดกรีดมาแล้วประมาณ 4-5 ปี 

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเกษตรกรหลายราย “บ้าดีเดือด” ใช้กับต้นยางเปิดกรีดใหม่...!!!

ข้อมูลการใช้แก๊สเอทธิลีนกับยางเล็กหรือยางเริ่มเปิดกรีด ผู้เขียนและทีมงานยางเศรษฐกิจพยายามใช้ความระมัดระวังอย่างสูงในการนำเสนอ เพราะอาจเป็นแบบอย่างให้เกษตรกรรายอื่นนำไปทำ และนำพาความสูญเสียมาเยือน


หากแต่ทุกครั้งที่จะหยิบยกขึ้นมานำเสนอในหน้านิตยสารสิ่งที่ผู้เขียนยึดมั่นคือ ต้องเป็นเกษตรกรหัวก้าวหน้าทำแล้วประสบความสำเร็จ เพิ่มผลผลิตได้จริงโดยที่ต้นยางไม่มีปัญหา พร้อมกับข้อมูลรอบด้านและขั้นตอนการทำอย่างถูกวิธี

เพราะผู้เขียนเชื่อมั่นว่า ชาวสวนยางเองมีวิจารณญาณสูงในการเก็บข้อมูล และมีการทดลองก่อนตัดสินใจอย่างถี่ถ้วนก่อนนำไปใช้ ผู้เขียนจึงกล้าที่จะนำเสนอเรื่องนี้

เช่นเดียวกับฉบับนี้ ผู้เขียนเดินทางไปยัง อ.บ้านนาเดิม จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อไปดูสวนยางพาราที่เริ่มใช้เอทธิลีนเพิ่มผลผลิตยางมาเป็นเวลากว่า 12 ปี จนแทบจะกลายเป็น “เพื่อนสนิท” กับการทำสวนยางระบบนี้เป็นอย่างดี มีความชำนาญจนกล้าพอที่จะใช้เอทธิลีนกับยางเพิ่งเปิดกรีด

ภาพยางต้นเริ่มเปิดกรีดตั้งแต่ อายุ 5 ปีครึ่งโดยใช้แก๊สเอทธิลีน เร่งน้ำยาง 3 เท่า 4 เท่า ทำอย่างนี้ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 คงจะทำให้จินตนาการถึงต้องยางผอมเกร็ง และโทรมจากการรีดน้ำยางอย่างหนัก 

แต่ภาพจริงต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะต้นยางที่ว่า ต้นใหญ่ ใบเขียวสมบูรณ์ ขณะที่น้ำยางออกมามากค่อนถ้วย
เมื่อเปรียบเทียบกับต้นยางที่ปลูกระยะเวลาใกล้เคียงกัน แต่ทำระบบปกติ ขนาดต้นและผลผลิตต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

นั่นหมายความว่าเอทธิลีน หาใช้สารไฮสปีดเร่งน้ำยางเพียงอย่างเดียว หากแต่มีประโยชน์ ให้คุณแก่สวนยาง ไปพร้อมๆ กัน


“ผมเริ่มทำสวนยางอัดแก๊สมา 12 ปี โดยประมาณ” สมคิด โพธิ์เพชร เจ้าของสวนยางใน จ.สุราษฎร์ธานี พูดถึงในการใช้แก๊สเอทธิลีนในสวนยาง ซึ่งสะท้อน “ชั่วโมงบิน” หรือประสบการณ์ของเขาเป็นอย่างดี

“เมื่อก่อนก็ไม่กล้าใช้ เขาบอกใช้แล้วต้นยางจะตาย เขาใช้กันตอนต้นยางใกล้โค่นเพื่อเร่งน้ำยาง” สมคิดเองก็มีจุดเริ่มต้นด้วยความกลัว เพราะคำบอกเล่าเช่นเดียวกับเกษตรกรทั่วไป
สมคิด โพธิ์เพชร เจ้าของสวนยางใน จ.สุราษฎร์ธานี โทรศัพท์ 08-7465-2988
 แต่ความคิดของเขาเริ่มเปลี่ยนเมื่อได้ลองใช้แก๊สเอทธิลีนกันยางแก่ใกล้โค่น เห็นปริมาณน้ำยางที่ออกมามากกว่าปกติ ก่อนจะเริ่มศึกษาคุณสมบัติของเอทธิลีนและการใช้กับต้นยางมาอย่างต่อเนื่อง จนกล้าพอที่จะใช้กับต้นยางหนุ่มอายุ 12 ปี เปิดกรีดมาแล้ว 4-5 ปี

เขาเลือกใช้อุปกรณ์ติดตั้งเอทธิลีน และแก๊สเอทธิลีน “ยี่ห้อ เลท ไอ” เพราะมีราคาไม่สูงมาก สามารถติดตั้งได้ด้วยตัวเอง เพียงแค่ตอกลงไปกับเปลือกยางและอัดแก๊สเข้าไปเท่านั้น ขณะที่อุปกรณ์ค่อนข้างทน อยู่ได้นานหลายปี

ข้อดีของการใช้เอทธิลีนกับต้นยาง เขาบอกว่าทำให้ผลผลิตเพิ่มสูงขึ้น 3 เท่า ขณะเดียวกันต้นยางกลับสมบูรณ์กว่าต้นยางในพื้นที่เดียวกัน ใบจะเขียวครึ้มทั้งสวน ขณะที่สวนใกล้เคียงที่ไม่ใช้แก๊สใบร่วงบ้าง ไม่สมบูรณ์บ้าง

“เพราะเอทธิลีนมีความจำเป็นต่อต้นยาง และสามารถสร้างขึ้นมาเองได้ แต่เนื่องจากเมื่อทำเป็นสวนยางจะมีการกรีดเอาน้ำยางอย่างต่อเนื่อง จนต้นยางผลิตเอทธิลีนขึ้นมาทดแทนไม่ทัน”

แต่เมื่อมีการเติมเอทธิลีนในรูปของแก๊สเข้าไปในต้นยาง ปริมาณน้ำยางจึงสูงขึ้น เพราะระยะเวลาการไหลของน้ำยางนานขึ้น  ปริมาณน้ำยางจึงไหลเกือบเต็มถ้วย

คำถามคือต้นยางใบเยอะดีอย่างไร...???

“เมื่อต้นยางมีใบเยอะ ก็เปรียบเสมือน “โรงครัว” ปรุงอาหารของต้นยาง จากนั้นจะถูกส่งกลับไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างของต้นยาง และผลิตน้ำยางได้ปริมาณมาก”

จากการใช้เอทธิลีนกับยางแก่และยางหนึ่ง ทำให้ค้นพบว่า การใช้เอทธิลีน เมื่อก่อนอาจจะใช้ก่อนโค่น เร่งน้ำยางในช่วงลมหายในสุดท้าย แต่ปัจจุบันการใช้เอทธิลีนกลับเป็น “ยาอายุวัฒนะ” คือ ยืดอายุต้นยางเพิ่มมากขึ้น เพราะระบบกรีดในต้นยางอัดแก๊สจะใช้วิธีกรีดยางหน้าสูงและหน้าสั้น

หน้าสูงก็คือ ส่วนบนจากหน้ายางปกติ ซึ่งมีพื้นที่จำนวนมาก และเปลือกยางยังบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่เคยต้องคมมีดมาก่อน
ขณะที่ความกว้างของหน้ายางจะลดลงมาเหลือ แค่ 8 นิ้ว เท่านั้น หรือประมาณ 4-5 ส่วน ของต้น เมื่อยางหน้าสั้นลง จึงประหยัดหน้ายาง และมีเวลากรีดยาวนานขึ้น ขณะที่ปริมาณยางสูงขึ้น

“ยางหน้าสั้นยังลดความเสี่ยงเรื่องโรคหน้ายาง โดยไม่จำเป็นต้องทายาป้องกันหน้ายางหลังกีดเลย  เปลือกใหม่ที่งอกใหม่จะหนามากกว่าปกติอีกด้วย”

พื้นที่หน้ายางส่วนบนนี้น่าจะกรีดได้ไม่ต่ำกว่า 4-5 ปี

ระหว่างกรีดยางจากหน้าบน หน้ายางด้านล่างที่ผ่านการกรีดมานาน จะมีเวลาพักตัว และสร้างเปลือกยางอย่างน้อย 4-5 ปีเช่นกัน เมื่อยางหน้าบนหมด จึงลงกลับมากรีดหน้าปกติได้

อย่างส่วนยางแปลงหนึ่งของเขาที่ทีมงานมาดู เป็นยางพันธุ์ RRIM 600 อายุประมาณ 16 ปี กรีดมาร่วม 10 ปี แต่หน้ายางยังสมบูรณ์อยู่เลย เปลือกงอกใหม่เร็วและเรียบ ไม่เกิดแผลปุ่มโปนใดๆ

“ใช้แก๊สแล้วน้ำยางเพิ่ม ต้นยางสมบูรณ์ ของยังยืดอายุกรีดยางได้นาน”

ส่วนปริมาณน้ำยางที่เพิ่มสูงขึ้น เห็นได้ชัดเจนจากถ้วยรองน้ำยางที่ใช้ เป็นกระป๋อง 4 เหลี่ยม ขนาดความจุ 2 ลิตร ถ้าทำน้ำยางเก็บน้ำยางต้นหนึ่งจะได้น้ำยางประมาณ 0.5-1 ลิตร หรือครึ่งกระป๋อง แต่ถ้าทำขี้ยาง กรีดประมาณ 2-3 มีดก็เต็มถ้วย 2 ลิตรแล้ว ทั้งนี้แล้วแต่ความสมบูรณ์ของยางแต่ละต้น

ส่วนการดูแลต้นยาง สมคิดบอกว่า ไม่ได้พิเศษกว่าสวนยางทั่วไปมากนัก แค่ที่สำคัญคือ ต้องให้อย่างเคร่งครัด คือ ปีละ 2 ครั้ง โดยใช้ปุ๋ยผสมผสานระหว่างปุ๋ยเคมีกับอินทรีย์ แต่จะเน้นอินทรีย์เป็นหลัก อัตราส่วน 4 ต่อ 1 หรือ ปุ๋ยอินทรีย์ 4 กระสอบ ปุ๋ยเคมี 1 กระสอบ /ไร่ ใส่ปีละ 2 ครั้ง

ขณะที่การอัดแก๊สเอทธิลีน จะอัดครั้งละ 20 ซีซี ต่อการกรีด 3 ครั้งหรือ 3 มีด ในหนึ่งเดือนมีต้นทุนเอทธิลีนเพียงเดือนละ 500 บาทเท่านั้น

“ยางแปลงนี้มีต้นยาง 700 ต้น แบ่งลูกน้องแล้วเหลือเงิน 25,000 บาท/เดือน” เขาบอกรายได้หลักหักต้นทุน

 หากแต่เขาก็หาวิธีการลดต้นทุนมาอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ชัดเจนคือ ถุงเก็บเอทธิลีน เขาจะเปลี่ยนมาใช้หลอดไซลิงค์ หรือหลอดเข็มฉีดยา แทนถุง โดยให้เหตุผลว่า ปกติถุงเมื่อนำไปติดตั้งกับต้นยางมักจะมีปัญหา แมลงมากัดทำลายถุงจนรั่ว ต้องเปลี่ยนอยู่บ่อย จึงหันมาใช้หลอดไซลิงค์แทน เพราะแมลงกันทำลายยาก และสะดวกในการอัดแก๊สเข้าต้นตามปริมาณที่กำหนด เพราะหลอดจะมีตัวเลขวัดปริมาณชัดเจน

นอกจากข้อดีด้านความประหยัดและทนทานแล้วเมื่อใช้ไซลิงค์จะกำหนดปริมาณแก๊สได้แน่นอน ปกติแก๊ส 1 กระป๋องถ้าไม่มีเครื่องวัดอัดได้ประมาณ 100 ต้นเท่านั้น แต่เมื่อใช้ไซลิงค์อัดต้นละ 20 ซีซี จะได้ถึง 200 กว่าต้น ประหยัดและคุ้มค่าอย่างเห็นได้ชัด


“แก๊สที่อัดจากกระป๋องไปเก็บไว้ในหลอดไซลิงค์ จะค่อยๆ ซึมผ่านไปทางหัวตอก และซึมเข้าทางเปลือกยาง มันจะทำให้ท่อน้ำยางเปิด และไหนได้นานขึ้น 8-12 ชั่วโมง โดยไม่เป็นอันตรายกับต้นยาง”


แต่ปัญหาหนึ่งที่ผู้ใช้เทคนิคนี้เพิ่มผลผลิตยางปฏิบัติอย่างเคร่งครัดคือ เว้นระยะกรีดยางนานกว่าปกติ คือ 1 วันเว้น 2 วัน แต่ เกษตรกรมักจะ “ขาดวินัย” มักจะกรีดยางตามปกติ เพราะปัจจัยรุมล้อมรอบด้านบีบบังคับ

“เกษตรกรมักจะเข้าใจว่าหน้ายางสั้นน้ำยางจะออกเยอะได้อย่างไร จึงกรีดยาวกว่าเดิม วันกรีด ต้องหยุด 2 วัน ชาวบ้านมองว่ามันนานเกิน ก็หยุดวันเดียว ตรงนี้สำคัญมาก”

ใช้แก๊สเอทธิลีนกับต้นยางอายุ 5 ปีครึ่ง...!!!

สมคิดเล่าว่า เมื่อ 4 ปีที่แล้วเขาตัดสินใจใช้แก๊สเอทธิลีนกับต้นยางอายุ 5 ปีครึ่ง แต่อายุเท่านี้ขนาดต้นใหญ่กว่า 50 ซ.ม.ทุกต้น เพื่อทดลองว่าจะได้ผลหรือไม่


แต่จะไม่ใช่วิธีการตอกหัวอุปกรณ์ลงไปในเปลือก ใช้วิธีติดและใช้ยางในรถจักรยานรัดให้แน่น แล้วทากาวรอบๆ หัวตอกให้ติดกับต้นยาง วิธีนี้เขาบอกว่าจะช่วยให้แก๊สไม่ซึมรั่วออกมา และที่สำคัญไม่ทำให้เปลือกยางเสียหาย เนื่องจากเป็นช่วงอายุที่เปลือกค่อนข้างบาง


“ตอนที่ผมตัดสินใจใช้เอทธิลีนกับต้นยางอายุ 5 ปีครึ่ง ซึ่งผ่านการตรวจของ สกย.แล้ว เขาจะให้ผมเพิ่มอีก 1 ปี ไร่ละ 1,000 บาท แต่ผมไม่เอา อยากทดลองใช้แก๊ส แต่ต้นยางผมได้ขนาด 50 ซ.ม.ทุกต้น”

เขาบอกว่าต้นยางที่จะใช้ต้องมีขนาด 50 ซ.ม.ขึ้นไป ถ้าเล็กกว่านี้ปริมาณน้ำยางที่ได้อาจจะไม่คุ้มค่ากับต้นทุนการติดตั้งเอทธิลีน


ผลลัพธ์หลังจากนั้นต้นยางก็โตปกติไม่แคระแกร็น แต่จะโตกว่าสวนยางปกติที่ปลูกเวลาใกล้เคียงกันอย่างเห็นได้ชัด เพราะการกรีดไม่จำเป็นต้องกรีดเปลือกหนา และยาว ทำอย่างนี้ต้นยางไม่ได้รับผลกระทบมาก แต่ถ้ายางเล็กแล้วกรีดครึ่งต้น อย่างไรต้นยางก็ชะงักแน่นอน ขณะที่ผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันยางแปลงนี้อายุ 9 ปี
            
เมื่อพิสูจน์แล้วว่าแก๊สเอทธิลีนเพิ่มผลผลิตได้จริง แล้วต้นทุนการติดตั้งชุดอุปกรณ์ และแก๊สเอทธิลีน เป็นอย่างไร คุ้มค่าหรือไม่ สมคิดอธิบายว่า ชุดอุปกรณ์ราคาประมาณ 25 บาท แต่อยู่นานหลายปี

“อย่างของผม 10 ปี ยังใช้ได้อยู่เลย”


นอกจากนั้นยังมีถังรองน้ำยางขนาด 2 ลิตร ราคา 12 บาท  รวมต้นทุนทั้งหมดประมาณ 37 บาท /ต้น


ส่วนแก๊สเอทธิลีน เขาบอกว่าถูกมาก (กระป๋องละ 68 บาท)  ต้นทุนเพียงต้นละไม่กี่สตางค์ต่อต้น  อย่างสวนยางแปลงหนึ่ง มี ต้นยาง 700 ต้น ต้นทุนเอทธิลีนเพียงเดือนละ 500 บาท

“คุ้มค่าแน่นอน เพราะปริมาณน้ำยางออกมาอย่างน้อย 2 เท่า มากกว่าสวนยางปกติ อย่างตอนนี้ขี้ยางราคา 20 กว่าบาท ถ้าปกติยางต้นหนึ่งได้ขี้ยาง 1 กก. ขายได้เงิน 20 กว่าบาท แต่ของผมออกมา 2 กก. ได้เงิน 40 กว่าบาท จะไม่คุ้มได้อย่างไร

“ปัญหาเดียวของเขาคือ เรื่องฝน ต่อให้มีเทคนิคเพิ่มผลผลิตดีอย่างไร ได้ยางเยอะอย่างไร ราคาดีอย่างไร ฝนตกอย่างเดียวก็จบ แต่ถังรองน้ำยางขนาดใหญ่ยังพอจะช่วยได้ เพราะเมื่อฝนตกหลังจากกรีดยาง ยังจะมีน้ำยางเหลืออยู่ในถัง ช่วยได้ระดับหนึ่ง”

ข้อดีอีกอย่างของการใช้ทำสวนยางเอทธิลีน คือ ใช้คนงานน้อยลง เพราะทำขึ้นยางไม่ต้องเก็บยางทุกวัน และกรีดยางเพียงเดือนละ 10 วันเท่านั้น กรีดยางตอนเย็น 2 ทุ่มก็นอนสบายแล้ว
“สวนยาง 50 ไร่ ใช้คนแค่ 2 คนเท่านั้น ได้เงินรวมกัน 35,000 บาท สัดส่วน 70 : 30 สัดส่วนน้อยกว่าสวนยางปกติ แต่ได้ส่วนแบ่งสูงกว่า ทำงานน้อยกว่า คนงานเองก็ชอบ เขาจะมีเวลาทำงานอย่างละเอียด และไม่อยากไปทำสวนยางปกติอีกเลย”

ติดต่อสอบถามผลิตภัณฑ์ได้ที่
หจก.ไอทีรับเบอร์ โทรศัพท์ 08-1969-2908, 0-7328-6156-7

ข่าวดี ช่วงโปรโมชั่นเพื่อชาวสวนยาง อุปกรณ์ Let-I ราคาชุดละ 25 บาทเท่านั้น ฮอร์โมนเอทธิลีนกระป๋องละ 68 บาท ราคาพิเศษทั่วประเทศ
 แม้ว่าการใช้ “แก๊สเอทธิลีน” เร่งผลผลิตในต้นยาง จะมีข้อจำกัด ต้องใช้กับต้นยางอายุ 15 ปีขึ้นไป
เป็น “กฎเหล็ก”  แต่ก็มีเกษตรกรชาวสวนยาง “แหกกฎ” นำมาใช้กับต้นยางอายุน้อยกว่านั้น เช่น 11 ปี หรือเปิดกรีดมาแล้วประมาณ 4-5 ปี 

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเกษตรกรหลายราย “บ้าดีเดือด” ใช้กับต้นยางเปิดกรีดใหม่...!!!

ข้อมูลการใช้แก๊สเอทธิลีนกับยางเล็กหรือยางเริ่มเปิดกรีด ผู้เขียนและทีมงานยางเศรษฐกิจพยายามใช้ความระมัดระวังอย่างสูงในการนำเสนอ เพราะอาจเป็นแบบอย่างให้เกษตรกรรายอื่นนำไปทำ และนำพาความสูญเสียมาเยือน


หากแต่ทุกครั้งที่จะหยิบยกขึ้นมานำเสนอในหน้านิตยสารสิ่งที่ผู้เขียนยึดมั่นคือ ต้องเป็นเกษตรกรหัวก้าวหน้าทำแล้วประสบความสำเร็จ เพิ่มผลผลิตได้จริงโดยที่ต้นยางไม่มีปัญหา พร้อมกับข้อมูลรอบด้านและขั้นตอนการทำอย่างถูกวิธี

เพราะผู้เขียนเชื่อมั่นว่า ชาวสวนยางเองมีวิจารณญาณสูงในการเก็บข้อมูล และมีการทดลองก่อนตัดสินใจอย่างถี่ถ้วนก่อนนำไปใช้ ผู้เขียนจึงกล้าที่จะนำเสนอเรื่องนี้

เช่นเดียวกับฉบับนี้ ผู้เขียนเดินทางไปยัง อ.บ้านนาเดิม จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อไปดูสวนยางพาราที่เริ่มใช้เอทธิลีนเพิ่มผลผลิตยางมาเป็นเวลากว่า 12 ปี จนแทบจะกลายเป็น “เพื่อนสนิท” กับการทำสวนยางระบบนี้เป็นอย่างดี มีความชำนาญจนกล้าพอที่จะใช้เอทธิลีนกับยางเพิ่งเปิดกรีด

ภาพยางต้นเริ่มเปิดกรีดตั้งแต่ อายุ 5 ปีครึ่งโดยใช้แก๊สเอทธิลีน เร่งน้ำยาง 3 เท่า 4 เท่า ทำอย่างนี้ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 คงจะทำให้จินตนาการถึงต้องยางผอมเกร็ง และโทรมจากการรีดน้ำยางอย่างหนัก 

แต่ภาพจริงต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะต้นยางที่ว่า ต้นใหญ่ ใบเขียวสมบูรณ์ ขณะที่น้ำยางออกมามากค่อนถ้วย
เมื่อเปรียบเทียบกับต้นยางที่ปลูกระยะเวลาใกล้เคียงกัน แต่ทำระบบปกติ ขนาดต้นและผลผลิตต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

นั่นหมายความว่าเอทธิลีน หาใช้สารไฮสปีดเร่งน้ำยางเพียงอย่างเดียว หากแต่มีประโยชน์ ให้คุณแก่สวนยาง ไปพร้อมๆ กัน


“ผมเริ่มทำสวนยางอัดแก๊สมา 12 ปี โดยประมาณ” สมคิด โพธิ์เพชร เจ้าของสวนยางใน จ.สุราษฎร์ธานี พูดถึงในการใช้แก๊สเอทธิลีนในสวนยาง ซึ่งสะท้อน “ชั่วโมงบิน” หรือประสบการณ์ของเขาเป็นอย่างดี

“เมื่อก่อนก็ไม่กล้าใช้ เขาบอกใช้แล้วต้นยางจะตาย เขาใช้กันตอนต้นยางใกล้โค่นเพื่อเร่งน้ำยาง” สมคิดเองก็มีจุดเริ่มต้นด้วยความกลัว เพราะคำบอกเล่าเช่นเดียวกับเกษตรกรทั่วไป
สมคิด โพธิ์เพชร เจ้าของสวนยางใน จ.สุราษฎร์ธานี โทรศัพท์ 08-7465-2988
 แต่ความคิดของเขาเริ่มเปลี่ยนเมื่อได้ลองใช้แก๊สเอทธิลีนกันยางแก่ใกล้โค่น เห็นปริมาณน้ำยางที่ออกมามากกว่าปกติ ก่อนจะเริ่มศึกษาคุณสมบัติของเอทธิลีนและการใช้กับต้นยางมาอย่างต่อเนื่อง จนกล้าพอที่จะใช้กับต้นยางหนุ่มอายุ 12 ปี เปิดกรีดมาแล้ว 4-5 ปี

เขาเลือกใช้อุปกรณ์ติดตั้งเอทธิลีน และแก๊สเอทธิลีน “ยี่ห้อ เลท ไอ” เพราะมีราคาไม่สูงมาก สามารถติดตั้งได้ด้วยตัวเอง เพียงแค่ตอกลงไปกับเปลือกยางและอัดแก๊สเข้าไปเท่านั้น ขณะที่อุปกรณ์ค่อนข้างทน อยู่ได้นานหลายปี

ข้อดีของการใช้เอทธิลีนกับต้นยาง เขาบอกว่าทำให้ผลผลิตเพิ่มสูงขึ้น 3 เท่า ขณะเดียวกันต้นยางกลับสมบูรณ์กว่าต้นยางในพื้นที่เดียวกัน ใบจะเขียวครึ้มทั้งสวน ขณะที่สวนใกล้เคียงที่ไม่ใช้แก๊สใบร่วงบ้าง ไม่สมบูรณ์บ้าง

“เพราะเอทธิลีนมีความจำเป็นต่อต้นยาง และสามารถสร้างขึ้นมาเองได้ แต่เนื่องจากเมื่อทำเป็นสวนยางจะมีการกรีดเอาน้ำยางอย่างต่อเนื่อง จนต้นยางผลิตเอทธิลีนขึ้นมาทดแทนไม่ทัน”

แต่เมื่อมีการเติมเอทธิลีนในรูปของแก๊สเข้าไปในต้นยาง ปริมาณน้ำยางจึงสูงขึ้น เพราะระยะเวลาการไหลของน้ำยางนานขึ้น  ปริมาณน้ำยางจึงไหลเกือบเต็มถ้วย

คำถามคือต้นยางใบเยอะดีอย่างไร...???

“เมื่อต้นยางมีใบเยอะ ก็เปรียบเสมือน “โรงครัว” ปรุงอาหารของต้นยาง จากนั้นจะถูกส่งกลับไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างของต้นยาง และผลิตน้ำยางได้ปริมาณมาก”

จากการใช้เอทธิลีนกับยางแก่และยางหนึ่ง ทำให้ค้นพบว่า การใช้เอทธิลีน เมื่อก่อนอาจจะใช้ก่อนโค่น เร่งน้ำยางในช่วงลมหายในสุดท้าย แต่ปัจจุบันการใช้เอทธิลีนกลับเป็น “ยาอายุวัฒนะ” คือ ยืดอายุต้นยางเพิ่มมากขึ้น เพราะระบบกรีดในต้นยางอัดแก๊สจะใช้วิธีกรีดยางหน้าสูงและหน้าสั้น

หน้าสูงก็คือ ส่วนบนจากหน้ายางปกติ ซึ่งมีพื้นที่จำนวนมาก และเปลือกยางยังบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่เคยต้องคมมีดมาก่อน
ขณะที่ความกว้างของหน้ายางจะลดลงมาเหลือ แค่ 8 นิ้ว เท่านั้น หรือประมาณ 4-5 ส่วน ของต้น เมื่อยางหน้าสั้นลง จึงประหยัดหน้ายาง และมีเวลากรีดยาวนานขึ้น ขณะที่ปริมาณยางสูงขึ้น

“ยางหน้าสั้นยังลดความเสี่ยงเรื่องโรคหน้ายาง โดยไม่จำเป็นต้องทายาป้องกันหน้ายางหลังกีดเลย  เปลือกใหม่ที่งอกใหม่จะหนามากกว่าปกติอีกด้วย”

พื้นที่หน้ายางส่วนบนนี้น่าจะกรีดได้ไม่ต่ำกว่า 4-5 ปี

ระหว่างกรีดยางจากหน้าบน หน้ายางด้านล่างที่ผ่านการกรีดมานาน จะมีเวลาพักตัว และสร้างเปลือกยางอย่างน้อย 4-5 ปีเช่นกัน เมื่อยางหน้าบนหมด จึงลงกลับมากรีดหน้าปกติได้

อย่างส่วนยางแปลงหนึ่งของเขาที่ทีมงานมาดู เป็นยางพันธุ์ RRIM 600 อายุประมาณ 16 ปี กรีดมาร่วม 10 ปี แต่หน้ายางยังสมบูรณ์อยู่เลย เปลือกงอกใหม่เร็วและเรียบ ไม่เกิดแผลปุ่มโปนใดๆ

“ใช้แก๊สแล้วน้ำยางเพิ่ม ต้นยางสมบูรณ์ ของยังยืดอายุกรีดยางได้นาน”

ส่วนปริมาณน้ำยางที่เพิ่มสูงขึ้น เห็นได้ชัดเจนจากถ้วยรองน้ำยางที่ใช้ เป็นกระป๋อง 4 เหลี่ยม ขนาดความจุ 2 ลิตร ถ้าทำน้ำยางเก็บน้ำยางต้นหนึ่งจะได้น้ำยางประมาณ 0.5-1 ลิตร หรือครึ่งกระป๋อง แต่ถ้าทำขี้ยาง กรีดประมาณ 2-3 มีดก็เต็มถ้วย 2 ลิตรแล้ว ทั้งนี้แล้วแต่ความสมบูรณ์ของยางแต่ละต้น

ส่วนการดูแลต้นยาง สมคิดบอกว่า ไม่ได้พิเศษกว่าสวนยางทั่วไปมากนัก แค่ที่สำคัญคือ ต้องให้อย่างเคร่งครัด คือ ปีละ 2 ครั้ง โดยใช้ปุ๋ยผสมผสานระหว่างปุ๋ยเคมีกับอินทรีย์ แต่จะเน้นอินทรีย์เป็นหลัก อัตราส่วน 4 ต่อ 1 หรือ ปุ๋ยอินทรีย์ 4 กระสอบ ปุ๋ยเคมี 1 กระสอบ /ไร่ ใส่ปีละ 2 ครั้ง

ขณะที่การอัดแก๊สเอทธิลีน จะอัดครั้งละ 20 ซีซี ต่อการกรีด 3 ครั้งหรือ 3 มีด ในหนึ่งเดือนมีต้นทุนเอทธิลีนเพียงเดือนละ 500 บาทเท่านั้น

“ยางแปลงนี้มีต้นยาง 700 ต้น แบ่งลูกน้องแล้วเหลือเงิน 25,000 บาท/เดือน” เขาบอกรายได้หลักหักต้นทุน

 หากแต่เขาก็หาวิธีการลดต้นทุนมาอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ชัดเจนคือ ถุงเก็บเอทธิลีน เขาจะเปลี่ยนมาใช้หลอดไซลิงค์ หรือหลอดเข็มฉีดยา แทนถุง โดยให้เหตุผลว่า ปกติถุงเมื่อนำไปติดตั้งกับต้นยางมักจะมีปัญหา แมลงมากัดทำลายถุงจนรั่ว ต้องเปลี่ยนอยู่บ่อย จึงหันมาใช้หลอดไซลิงค์แทน เพราะแมลงกันทำลายยาก และสะดวกในการอัดแก๊สเข้าต้นตามปริมาณที่กำหนด เพราะหลอดจะมีตัวเลขวัดปริมาณชัดเจน

นอกจากข้อดีด้านความประหยัดและทนทานแล้วเมื่อใช้ไซลิงค์จะกำหนดปริมาณแก๊สได้แน่นอน ปกติแก๊ส 1 กระป๋องถ้าไม่มีเครื่องวัดอัดได้ประมาณ 100 ต้นเท่านั้น แต่เมื่อใช้ไซลิงค์อัดต้นละ 20 ซีซี จะได้ถึง 200 กว่าต้น ประหยัดและคุ้มค่าอย่างเห็นได้ชัด


“แก๊สที่อัดจากกระป๋องไปเก็บไว้ในหลอดไซลิงค์ จะค่อยๆ ซึมผ่านไปทางหัวตอก และซึมเข้าทางเปลือกยาง มันจะทำให้ท่อน้ำยางเปิด และไหนได้นานขึ้น 8-12 ชั่วโมง โดยไม่เป็นอันตรายกับต้นยาง”


แต่ปัญหาหนึ่งที่ผู้ใช้เทคนิคนี้เพิ่มผลผลิตยางปฏิบัติอย่างเคร่งครัดคือ เว้นระยะกรีดยางนานกว่าปกติ คือ 1 วันเว้น 2 วัน แต่ เกษตรกรมักจะ “ขาดวินัย” มักจะกรีดยางตามปกติ เพราะปัจจัยรุมล้อมรอบด้านบีบบังคับ

“เกษตรกรมักจะเข้าใจว่าหน้ายางสั้นน้ำยางจะออกเยอะได้อย่างไร จึงกรีดยาวกว่าเดิม วันกรีด ต้องหยุด 2 วัน ชาวบ้านมองว่ามันนานเกิน ก็หยุดวันเดียว ตรงนี้สำคัญมาก”

ใช้แก๊สเอทธิลีนกับต้นยางอายุ 5 ปีครึ่ง...!!!

สมคิดเล่าว่า เมื่อ 4 ปีที่แล้วเขาตัดสินใจใช้แก๊สเอทธิลีนกับต้นยางอายุ 5 ปีครึ่ง แต่อายุเท่านี้ขนาดต้นใหญ่กว่า 50 ซ.ม.ทุกต้น เพื่อทดลองว่าจะได้ผลหรือไม่


แต่จะไม่ใช่วิธีการตอกหัวอุปกรณ์ลงไปในเปลือก ใช้วิธีติดและใช้ยางในรถจักรยานรัดให้แน่น แล้วทากาวรอบๆ หัวตอกให้ติดกับต้นยาง วิธีนี้เขาบอกว่าจะช่วยให้แก๊สไม่ซึมรั่วออกมา และที่สำคัญไม่ทำให้เปลือกยางเสียหาย เนื่องจากเป็นช่วงอายุที่เปลือกค่อนข้างบาง


“ตอนที่ผมตัดสินใจใช้เอทธิลีนกับต้นยางอายุ 5 ปีครึ่ง ซึ่งผ่านการตรวจของ สกย.แล้ว เขาจะให้ผมเพิ่มอีก 1 ปี ไร่ละ 1,000 บาท แต่ผมไม่เอา อยากทดลองใช้แก๊ส แต่ต้นยางผมได้ขนาด 50 ซ.ม.ทุกต้น”

เขาบอกว่าต้นยางที่จะใช้ต้องมีขนาด 50 ซ.ม.ขึ้นไป ถ้าเล็กกว่านี้ปริมาณน้ำยางที่ได้อาจจะไม่คุ้มค่ากับต้นทุนการติดตั้งเอทธิลีน


ผลลัพธ์หลังจากนั้นต้นยางก็โตปกติไม่แคระแกร็น แต่จะโตกว่าสวนยางปกติที่ปลูกเวลาใกล้เคียงกันอย่างเห็นได้ชัด เพราะการกรีดไม่จำเป็นต้องกรีดเปลือกหนา และยาว ทำอย่างนี้ต้นยางไม่ได้รับผลกระทบมาก แต่ถ้ายางเล็กแล้วกรีดครึ่งต้น อย่างไรต้นยางก็ชะงักแน่นอน ขณะที่ผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันยางแปลงนี้อายุ 9 ปี
            
เมื่อพิสูจน์แล้วว่าแก๊สเอทธิลีนเพิ่มผลผลิตได้จริง แล้วต้นทุนการติดตั้งชุดอุปกรณ์ และแก๊สเอทธิลีน เป็นอย่างไร คุ้มค่าหรือไม่ สมคิดอธิบายว่า ชุดอุปกรณ์ราคาประมาณ 25 บาท แต่อยู่นานหลายปี

“อย่างของผม 10 ปี ยังใช้ได้อยู่เลย”


นอกจากนั้นยังมีถังรองน้ำยางขนาด 2 ลิตร ราคา 12 บาท  รวมต้นทุนทั้งหมดประมาณ 37 บาท /ต้น


ส่วนแก๊สเอทธิลีน เขาบอกว่าถูกมาก (กระป๋องละ 68 บาท)  ต้นทุนเพียงต้นละไม่กี่สตางค์ต่อต้น  อย่างสวนยางแปลงหนึ่ง มี ต้นยาง 700 ต้น ต้นทุนเอทธิลีนเพียงเดือนละ 500 บาท

“คุ้มค่าแน่นอน เพราะปริมาณน้ำยางออกมาอย่างน้อย 2 เท่า มากกว่าสวนยางปกติ อย่างตอนนี้ขี้ยางราคา 20 กว่าบาท ถ้าปกติยางต้นหนึ่งได้ขี้ยาง 1 กก. ขายได้เงิน 20 กว่าบาท แต่ของผมออกมา 2 กก. ได้เงิน 40 กว่าบาท จะไม่คุ้มได้อย่างไร

“ปัญหาเดียวของเขาคือ เรื่องฝน ต่อให้มีเทคนิคเพิ่มผลผลิตดีอย่างไร ได้ยางเยอะอย่างไร ราคาดีอย่างไร ฝนตกอย่างเดียวก็จบ แต่ถังรองน้ำยางขนาดใหญ่ยังพอจะช่วยได้ เพราะเมื่อฝนตกหลังจากกรีดยาง ยังจะมีน้ำยางเหลืออยู่ในถัง ช่วยได้ระดับหนึ่ง”

ข้อดีอีกอย่างของการใช้ทำสวนยางเอทธิลีน คือ ใช้คนงานน้อยลง เพราะทำขึ้นยางไม่ต้องเก็บยางทุกวัน และกรีดยางเพียงเดือนละ 10 วันเท่านั้น กรีดยางตอนเย็น 2 ทุ่มก็นอนสบายแล้ว
“สวนยาง 50 ไร่ ใช้คนแค่ 2 คนเท่านั้น ได้เงินรวมกัน 35,000 บาท สัดส่วน 70 : 30 สัดส่วนน้อยกว่าสวนยางปกติ แต่ได้ส่วนแบ่งสูงกว่า ทำงานน้อยกว่า คนงานเองก็ชอบ เขาจะมีเวลาทำงานอย่างละเอียด และไม่อยากไปทำสวนยางปกติอีกเลย”

ติดต่อสอบถามผลิตภัณฑ์ได้ที่
หจก.ไอทีรับเบอร์ โทรศัพท์ 08-1969-2908, 0-7328-6156-7

ข่าวดี ช่วงโปรโมชั่นเพื่อชาวสวนยาง อุปกรณ์ Let-I ราคาชุดละ 25 บาทเท่านั้น ฮอร์โมนเอทธิลีนกระป๋องละ 68 บาท ราคาพิเศษทั่วประเทศ

วงศ์สวัสดิ์ก่อสร้าง เชี่ยวชาญ ถนนยางพารา จ.ตรัง

วงศ์สวัสดิ์ก่อสร้าง เชี่ยวชาญ ถนนยางพารา จ.ตรัง

กลายเป็นไฟลามทุ่งไปแล้ว สำหรับ นโยบาย “ถนนยางพารา”
เมื่อหน่วยงานรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เดินหน้าหนุนนโยบายนี้ อย่างเต็มตัว หวังเป็นส่วนหนึ่งในการลดปริมาณยางในตลาด เพิ่มการใช้ประโยชน์ในประเทศ ผลลัพธ์สุดปลายทางคือ จะเพิ่มมูลค่ายางในตลาด
ภาพที่เห็นชัดเจนก็คือ พื้นที่ภาคใต้ นโยบายถนนยางพารากำลังถูกขยายผลในพื้นที่ภาพใต้ผ่านหน่วยงานรัฐอย่าง ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จัดทำถนนผสมยางพาราในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้
หรือแม้กระทั่ง องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ก็หยิบจับนโยบายนี้มาเล่น ดังตัวอย่างชัดเจนของ อบจ.ตรัง ซึ่งยางเศรษฐกิจนำเสนอไปเมื่อฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2559 และ อบจ.สงขลา เมื่อปีที่แล้ว
ล่าสุด อบจ.สุราษฎร์ธานี ออกแอคชั่นดันนโยบายถนนยางพาราเต็มสตรีม ทุ่มงบประมาณกว่า 100 ล้านบาท เนรมิตถนนผสมยางพารา 22 สายในปี 2559 หวังมีส่วนช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกยางพาราอันดับหนึ่งของประเทศ
แต่ อบจ.ตรัง มีความโดดเด่นและทำอย่างต่อเนื่อง
ยางเศรษฐกิจฉบับนี้ยังตามต่อนโยบายถนนยางพารา แต่เราจะเปลี่ยนไปพูดคุยกับ ผู้รับเหมางานก่อสร้างถนนยางพารา ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำถนนให้มีคุณภาพ รวมถึงประเด็นที่ได้ข้อมูลมาว่า ยางพาราผสมยางมะตอยยังมีผู้ผลิตเพียง 2 ราย และรายใหญ่เจ้าตลาด ขายราคาสูง
เท็จจริงเป็นอย่างไร ติดตามได้ในคอลัมน์นี้
“ราคายางพาราแอสฟัลต์ 24,000 บาท/ตัน และถ้าเป็นยางแอสฟัลต์ปกติราคา 16,000 – 17,000 บาท ราคาจะยางพาราผสมยางมะตอยจึงสูงกว่ายางมะตอนธรรมดา แต่ผู้ผลิตรายใหญ่ที่เป็นเจ้าตลาด ขายราคาสูงกว่า อีกรายตันละเกือบ 10,000 บาท/ตัน”

            นายสวัสดิ์ โอทอง เจ้าของ หจก.วงศ์สวัสดิ์ก่อสร้าง เปิดเผยข้อมูลสำคัญแก่ทีมงาน แต่เมื่อเราถามว่าเหตุใดจึงเป็นอย่างนั้น แน่นอนว่าคำตอบย่อมเป็นเรื่องธุรกิจพิเศษที่มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อน จนไม่อาจจะเปิดเผยกลางอากาศได้ จึงต้องปล่อยให้เป็นเรื่อง OFF RECORD”
            หจก.วงศ์สวัสดิ์ก่อสร้าง เป็นบริษัทก่อสร้างเริ่มจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนตั้งแต่ปี 2522 รับงานก่อสร้างทั่วไป แต่ระยะหลังมุ่งเน้นงานก่อสร้างโยธา เช่น สะพาน เขื่อน ท่าเรือ และถนน เป็นต้น โดยส่วนใหญ่เป็นรับงานของราชการ เช่น กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ อบต.และอบจ. เป็นต้น
จึงมีประสบการณ์ด้านงานถนนและงานโยธามาอย่างช่ำชอง กว่า 37 ปี

ถนนยางพารา กระบวนการสร้างถนนมีความพิเศษมากน้อยแค่ไหน
            ความละเอียดซับซ้อน อยู่ที่ขั้นตอนการทำ “ฮอตมิกซ์” (Hot Mix) ระหว่าง “พาราแอสฟัลต์” กับหิน ต้องใช้ความร้อนสูงกว่าปกติ หรือประมาณ 180 องศา จากปกติใช้ความร้อนเพียง 150 -170 องศา ขึ้นอยู่กับระยะทางหน้างานกับแพลนท์ (แท่นผสม)
            กระบวนการมิกซ์ จะใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงเผาหิน กระบวนการนี้จะเกิดฝุ่นฟุ้งกระจาย จึงต้องทำระบบปิด โดยมีเครื่องดูดฝุ่นและแยกออกเพื่อลดการฟุ้งกระจาย
            อีกส่วนหนึ่งต้องทำการต้มพาราแอสฟัลท์ให้ร้อนตามอุณหภูมิที่กำหนด จากนั้น นำหินร้อนและพาราแอสฟัลต์ต้มมาผสมหรือมิกซ์ให้เข้ากัน โดยควบคุมอุณหภูมิให้ได้ 170 - 180 องศา เมื่อขนส่งไปถึงหน้างาน อุณหภูมิต้องได้ไม่ต่ำกว่า 160 องศา
เพราะพาราแอสฟัลต์จะแข็งตัวไว ความร้อนจึงต้องสูง เพื่อให้การปูและบดทำได้ง่ายขึ้น 
เมื่อยางพาราแอสฟัลต์ แข็งตัวไว จึงต้องใช้แรงงานมากกว่า อย่างปูถนนแอสฟัลต์ ต้องใช้คนงาน 10 คน แต่ พารา
แอสฟัลต์ใช้ เพิ่มเป็น 12  คน
ทั้งนี้ ยาง พาราแอสฟัลต์ หรือยางพาราผสมยางมะตอย  หจก.วงศ์สวัสดิ์ จะซื้อจาก บริษัท โซลาแอสฟัลต์ จำกัด ซึ่งราคายางแอสฟัลต์ กับพาราแอสฟัลต์มีราคาต่างกัน
            นายสวัสดิ์บอกว่า ปัจจุบันมีผู้ผลิตพาราแอสฟัลต์เพียง 2 ราย เพียงแต่รายใหญ่เจ้าตลาดยังจำหน่ายราคาสูง จึงเลือกใช้ของ บริษัท โซลาแอสฟัลต์ เพราะราคาต่างกัน 10,000 บาท/ตัน ซึ่งเป็นความซับซ้อนทางธุรกิจที่คุณสวัสดิ์บอกว่าไปสามารถเปิดเผยออกอากาศได้


รูปแบบถนนยางพารามีอะไรบ้าง
            นายสวัสดิ์ให้ความรู้ว่า ถนนยางพารามีด้วยกัน 3 รูปแบบคือ พาราเคพ ซีล  พาราสเลอรี ซีล และ พาราแอสฟัลติกคอนกรีต  โดยเข้ารับการอบรมการสร้างถนนยางพารา จากบริษัท ทิปโก้แอสฟัลต์  และโซลาแอสฟัลต์ อย่างต่อเนื่อง 
ความแตกต่างของถนนยางพาราทั้ง 3 ประเภท คือ
            พาราเคพซีล (Para Cape Seal)  ถนนประเภท เคพซีล เป็นถนนที่มีการสร้างมากที่สุดในทางสายชนบท เพราะทำได้สะดวก งบประมาณไม่สูง ซ่อมบำรุงง่าย ใช้งบประมาณต่ำ
การสร้างถนนประเภทนี้ จะมีการเตรียมชั้นฐานล่าง จากนั้นราดยางชั้นไพร์มโค้ท (Prime Coat) เพื่อเพิ่มการยึดเกาะชั้นฐานล่าง ต่อมาจะมีการราดยางชั้นซิงเกิ้ล และลงหินย่อย (Single Surface Treatment) จากนั้นราดยางฟ็อกซ์สเปรย์ (Fog Spray) หลังจากนั้น จึงราดยางชั้น สเลอรี ซีล (Slurry Seal) ซึ่งจะมีส่วนผสมของยางพารา หรือเรียกว่า พาราสเลอรีซีล บาง 1 ซม.

            พาราสเลอรีซีล หรือ พาราซีล คือ การฉาบผิวหน้าถนนแอสฟัลต์ติกเดิม ซึ่งจะทำเพื่อรักษาและปรับปรุงพื้นผิวจราจรที่แตก ป้องกันน้ำกัดเซาะชั้นฐาน การฉาบพื้นผิวมีความหนา 1 ซม.
            พาราแอสฟัลต์ติกคอนกรีต คือการทำถนนประเภทแอสฟัลติกคอนกรีต เริ่มจาก ทำชั้นฐานล่าง ทำไพร์มโค้ท จากนั้นปูพื้นผิวหน้าด้วย พาราแอสฟัลต์ ผสมหินร้อน เรียก ฮอตมิกซ์ โดยควบคุมอุณหภูมิระหว่างผสม 170-180 องศา และอุณหภูมิ หน้างาน ไม่น้อยกว่า 160 องศา โดยปูพื้นผิวหนาประมาณ 5 ซ.ม.


ประสบการณ์การก่อสร้างถนนยางพาราของวงศ์สวัสดิ์ก่อสร้าง
            เจ้าของวงศ์สวัสดิ์ก่อสร้าง เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา รับงานก่อสร้างถนนยางพารามาหลายสายทาง ได้แก่  ถนนพาราสเลอรี ซีล ประมาณ 10 สาย พาราแอสฟัลติกคอนกรีต 3 สาย และพาราเคพ ซีล 2 สาย ในพื้นที่ จ.พัทลุง และ จ.ตรัง
งานที่สำคัญคือ รับงานสร้างถนนยางพาราของ กรมทางหลวงชนบท และ อบจ.ตรัง หลายสายในปีงบประมาณ 2558 และในปี 2559
            นอกจากประมูลงานแล้ว หจก.วงศ์สวัสดิ์ ยังรับจ้างงานถนนยางพารา โดยเฉพาะงานฉาบผิวถนน โดยผู้ว่าจ้างทำพื้นชั้นล่างแล้ว จากนั้นจ้างให้ฉาบผิวถนนชั้นสเลอรีซีล อีกจำนวนมาก
            “ผู้ที่จะทำการปูชั้นสเลอรีได้ ต้องมีรถสเลอรีโดยเฉพาะ ซึ่งมีราคาอย่างต่ำ 8 ล้านบาท ผมเป็นผู้รับเหมาแรกที่ลงทุนรถซีล คันแรกของ จ.ตรัง”


คุณสมบัติของถนนยางพารา
            “ยางมะตอยหรือยางแอสฟัลต์เมื่อผสมยางพาราเข้าไปจะช่วยให้พื้นผิวถนนมีความยืดหยุ่นดี ช่วยในการยึดเกาะถนน รถวิ่งแล้วรู้สึกถึงความแตกต่าง เพราะจะรู้สึกว่าแน่นและมั่นคง จึงลดอุบัติเหตุได้ระดับหนึ่ง” นายสวัสดิ์ บอก
            ข้อดีอย่างหนึ่งที่ไม่มีใครรู้ก็คือ ผู้รับเหมางานถนนยางพารา โกงไม่ได้ เมื่อก่อนการทำชั้นสเลอรี ซีล ผู้รับเหมาอาจจะใส่น้ำผสมแทน แต่พอเป็น พาราสเลอรี หากเพิ่มน้ำเข้าไป มันจะเละเหลว เพราะเป็นสูตรที่พอดีอยู่แล้ว
            ข้อดีอีกอย่างของพาราสเลอรี ซีล คือ แห้งเร็ว เปิดการจราจรได้ไว และสะดวกในช่วงหน้าฝน หลังปูหรือฉาบประมาณ 1ชั่วโมง เปิดการจราจรได้ แต่ถ้าเป็นยางมะตอยธรรมดา ใช้เวลา 5-6 ชั่วโมงกว่าจะเปิดจราจรได้
            “ความทนทานของถนนยางพาราสูงกว่าถนนปกติ อย่างมีถนนสายหนึ่งมีคันไถรถไถนาครูดผิวถนน ไม่เสียหายมากเท่าถนนธรรมดา เพราะมันแข็งและทนกว่า”
            อย่างไรก็ตาม คุณสวัสดิ์บอกว่าถนนยางพาราจะทนหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ผิวจราจร หรือ ผิวถนนที่ผสมยางพารา แต่หัวใจอยู่ที่ฐานล่าง แม้จะปูดีอย่างไร ยางยึดเกาะถนนดีเท่าไร ถ้าทำฐานไม่ดี ถนนจะพังง่าย เพราะการทำผิวสเลอรี ซีล ผิวจราจรหนาเพียงแค่ 1 ซ.ม. เท่านั้น ฉะนั้นฐานล่างต้องแน่นมาก ส่วนแอสฟัลติกคอนกรีตขนาดหนาๆ ก็พังได้ถ้าฐานล่างไม่ดี

            “แต่ชื่อเสียงของ หจก.วงศ์สวัสดิ์ ยังไม่เคยเสีย เพราะโดยสัญญาจะมีการรับประกัน 2 ปี ยิ่งงานของ อบจ.มีการตรวจสอบเข้มข้นมาก ผู้จะรับงานได้ต้องมีความละเอียด
          “โดยเฉพาะความหนาของผิวแอสฟัลต์ ต้องเป็นไปตามกำหนด มีการเจาะตรวจความหนา อย่าลืมว่าถ้าปูบางไป 1 ซม. จะประหยัดไปได้มาก อย่างถนน 1 กม.กว้าง 8 เมตร ถ้าปูบางไป 1 ซม. จะประหยัดยางแอสฟัลต์ติกคอนกรีตไปได้อย่างน้อย 80 คิว”
          ทั้งนี้ในทางเทคนิค ถนนยางพารา มีความคงทนต่อการเสื่อมสภาพและเพิ่มความต้านทานการเสียรูปอย่างถาวรได้ดี มีความยืดหยุ่นตัวเพิ่มขึ้นและยึดเกาะหินได้ดีกว่า จึงยืดอายุการใช้งานของผิวทางให้ยานานขึ้น

 เวลาจะรับงานประมูลถนนพิจารณาอะไรบ้าง
            ดูระยะทาง ถนนที่จะรับงานต้องอยู่ไม่ห่างจากแพลนท์ไม่เกิน 100 กม. เพราะความร้อนของยางมะตอยไม่ได้ตามที่กำหนด จึงรับได้ทั้งจังหวัดตรัง และพัทลุง เวลาทำงานถึงหน้างานอุณหภูมิต้องไม่น้อยกว่า 120 องศา แต่แม้จะไกลกว่า 100 กม.ก็หาวิธีการได้ มีเทคนิคอยู่
            ส่วนต้นทุนอื่นๆ มีการจัดสร้างถนนจะมีราคากลางกำหนดอยู่แล้ว
            ทั้งนี้ กรมบัญชีกลาง ได้ออกหลักเกณฑ์การคำนวณราคากลางงานก่อสร้างทางที่เกี่ยวข้องกับการนำยางพารามาเป็นส่วนผสมในการก่อสร้างทาง จำนวน 2 สูตร ได้แก่ พาราแอสฟัลติกคอนกรีต และ พาราสเลอรีซีล เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐนำไป ปฏิบัติ และคำนวณต้นทุนราคากลางก่อสร้าง
            โดยกำหนดราคากลางต้นทุนเฉลี่ย 337.31 บาท/ตารางเมตร จากเดิม 245.77 บาท/ตารางเมตร หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 37%
            การกำหนดราคากลางถนนผสมยางพารา จะช่วยให้สามารถคำนวณราคากลางถูกต้อง แม่นยำ รวดเร็ว และเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่กำหนด ทำให้ช่วยลดข้อผิดพลาด รวมถึงควบคุมตรวจสอบ ลดการรั่วไหล ของงบประมาณ โดยจะเริ่มใช้ในเดือน กรกฎาคมนี้


นโยบายถนนยางพาราดีมาก แต่ ยางพาราผสมยางมะตอยยังราคาสูง
            ปัญหาที่อยากฝากคือ โรงงานผู้ผลิตยางมะตอยอย่าเอาเปรียบลูกค้ามากเกินไป ราคายางมะตอยจะสูงเท่าไหร่ ผมในฐานะผู้รับเหมาทำได้หมด เพราะมีราคากลางอยู่ ถ้ายางมะตอยราคาสูง เราก็สูงตามต้นทุน
แต่ผู้ที่จะเสียงบประมาณส่วนนี้คือ ประเทศชาติ จึงอยากให้มีผู้ผลิตมากรายขึ้นเพื่อให้เกิดการแข่งขัน เป็นปัญหาที่พูดกันมานาน และแก้ยาก
นายสวัสดิ์ เปิดใจทิ้งท้าย

ประเด็นสำคัญที่นายสวัสดิ์ ฝากไว้ ตรงกับความคิดเห็นของหลายหน่วยงานที่ดำเนินนโยบายถนนยางพารา อย่างนายกิจ หลีกภัย นายก อบจ.ตรัง ที่มีการโครงการสร้างถนนยางพารามากกว่าครึ่งหนึ่งของการสร้างถนนทั้งปีงบประมาณ เขาบอกว่า เมื่อรัฐบาลออกนโยบายให้สร้างถนนผสมยางพารา ผู้ผลิตยางมะตอยรายใหญ่ขึ้นราคาทันที ขณะที่ผู้ผลิตในประเทศมีน้อย จนแทบไม่มีการแข่งขัน
ในฐานะของผู้ปฏิบัติ ผู้ใช้งบประมาณ และผู้รับเหมา ย่อมไม่ได้รับผลกระทบจากการที่ยางพาราแอสฟัลต์ราคาสูง เท่าใดนัก แต่ส่วนที่ได้รับผลกระทบตามความเห็นของนายสวัสดิ์คือ งบประมาณชาติที่เพิ่มขึ้นจากการเอากำไรของผู้ผลิตยางมะตอยนั่นเอง

ขอขอบคุณ
สวัสดิ์ โอทอง
หจก.วงศ์สวัสดิ์ก่อสร้าง

20 ถ.พิศาลสีมารักษ์ อ.ห้วยยอด จ.ตรัง โทรศัพท์ 08-14770550, 0-7527-1021, 0-7523-5324 โทรสาร 0-7527-2273
กลายเป็นไฟลามทุ่งไปแล้ว สำหรับ นโยบาย “ถนนยางพารา”
เมื่อหน่วยงานรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เดินหน้าหนุนนโยบายนี้ อย่างเต็มตัว หวังเป็นส่วนหนึ่งในการลดปริมาณยางในตลาด เพิ่มการใช้ประโยชน์ในประเทศ ผลลัพธ์สุดปลายทางคือ จะเพิ่มมูลค่ายางในตลาด
ภาพที่เห็นชัดเจนก็คือ พื้นที่ภาคใต้ นโยบายถนนยางพารากำลังถูกขยายผลในพื้นที่ภาพใต้ผ่านหน่วยงานรัฐอย่าง ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จัดทำถนนผสมยางพาราในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้
หรือแม้กระทั่ง องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ก็หยิบจับนโยบายนี้มาเล่น ดังตัวอย่างชัดเจนของ อบจ.ตรัง ซึ่งยางเศรษฐกิจนำเสนอไปเมื่อฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2559 และ อบจ.สงขลา เมื่อปีที่แล้ว
ล่าสุด อบจ.สุราษฎร์ธานี ออกแอคชั่นดันนโยบายถนนยางพาราเต็มสตรีม ทุ่มงบประมาณกว่า 100 ล้านบาท เนรมิตถนนผสมยางพารา 22 สายในปี 2559 หวังมีส่วนช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกยางพาราอันดับหนึ่งของประเทศ
แต่ อบจ.ตรัง มีความโดดเด่นและทำอย่างต่อเนื่อง
ยางเศรษฐกิจฉบับนี้ยังตามต่อนโยบายถนนยางพารา แต่เราจะเปลี่ยนไปพูดคุยกับ ผู้รับเหมางานก่อสร้างถนนยางพารา ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำถนนให้มีคุณภาพ รวมถึงประเด็นที่ได้ข้อมูลมาว่า ยางพาราผสมยางมะตอยยังมีผู้ผลิตเพียง 2 ราย และรายใหญ่เจ้าตลาด ขายราคาสูง
เท็จจริงเป็นอย่างไร ติดตามได้ในคอลัมน์นี้
“ราคายางพาราแอสฟัลต์ 24,000 บาท/ตัน และถ้าเป็นยางแอสฟัลต์ปกติราคา 16,000 – 17,000 บาท ราคาจะยางพาราผสมยางมะตอยจึงสูงกว่ายางมะตอนธรรมดา แต่ผู้ผลิตรายใหญ่ที่เป็นเจ้าตลาด ขายราคาสูงกว่า อีกรายตันละเกือบ 10,000 บาท/ตัน”

            นายสวัสดิ์ โอทอง เจ้าของ หจก.วงศ์สวัสดิ์ก่อสร้าง เปิดเผยข้อมูลสำคัญแก่ทีมงาน แต่เมื่อเราถามว่าเหตุใดจึงเป็นอย่างนั้น แน่นอนว่าคำตอบย่อมเป็นเรื่องธุรกิจพิเศษที่มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อน จนไม่อาจจะเปิดเผยกลางอากาศได้ จึงต้องปล่อยให้เป็นเรื่อง OFF RECORD”
            หจก.วงศ์สวัสดิ์ก่อสร้าง เป็นบริษัทก่อสร้างเริ่มจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนตั้งแต่ปี 2522 รับงานก่อสร้างทั่วไป แต่ระยะหลังมุ่งเน้นงานก่อสร้างโยธา เช่น สะพาน เขื่อน ท่าเรือ และถนน เป็นต้น โดยส่วนใหญ่เป็นรับงานของราชการ เช่น กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ อบต.และอบจ. เป็นต้น
จึงมีประสบการณ์ด้านงานถนนและงานโยธามาอย่างช่ำชอง กว่า 37 ปี

ถนนยางพารา กระบวนการสร้างถนนมีความพิเศษมากน้อยแค่ไหน
            ความละเอียดซับซ้อน อยู่ที่ขั้นตอนการทำ “ฮอตมิกซ์” (Hot Mix) ระหว่าง “พาราแอสฟัลต์” กับหิน ต้องใช้ความร้อนสูงกว่าปกติ หรือประมาณ 180 องศา จากปกติใช้ความร้อนเพียง 150 -170 องศา ขึ้นอยู่กับระยะทางหน้างานกับแพลนท์ (แท่นผสม)
            กระบวนการมิกซ์ จะใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงเผาหิน กระบวนการนี้จะเกิดฝุ่นฟุ้งกระจาย จึงต้องทำระบบปิด โดยมีเครื่องดูดฝุ่นและแยกออกเพื่อลดการฟุ้งกระจาย
            อีกส่วนหนึ่งต้องทำการต้มพาราแอสฟัลท์ให้ร้อนตามอุณหภูมิที่กำหนด จากนั้น นำหินร้อนและพาราแอสฟัลต์ต้มมาผสมหรือมิกซ์ให้เข้ากัน โดยควบคุมอุณหภูมิให้ได้ 170 - 180 องศา เมื่อขนส่งไปถึงหน้างาน อุณหภูมิต้องได้ไม่ต่ำกว่า 160 องศา
เพราะพาราแอสฟัลต์จะแข็งตัวไว ความร้อนจึงต้องสูง เพื่อให้การปูและบดทำได้ง่ายขึ้น 
เมื่อยางพาราแอสฟัลต์ แข็งตัวไว จึงต้องใช้แรงงานมากกว่า อย่างปูถนนแอสฟัลต์ ต้องใช้คนงาน 10 คน แต่ พารา
แอสฟัลต์ใช้ เพิ่มเป็น 12  คน
ทั้งนี้ ยาง พาราแอสฟัลต์ หรือยางพาราผสมยางมะตอย  หจก.วงศ์สวัสดิ์ จะซื้อจาก บริษัท โซลาแอสฟัลต์ จำกัด ซึ่งราคายางแอสฟัลต์ กับพาราแอสฟัลต์มีราคาต่างกัน
            นายสวัสดิ์บอกว่า ปัจจุบันมีผู้ผลิตพาราแอสฟัลต์เพียง 2 ราย เพียงแต่รายใหญ่เจ้าตลาดยังจำหน่ายราคาสูง จึงเลือกใช้ของ บริษัท โซลาแอสฟัลต์ เพราะราคาต่างกัน 10,000 บาท/ตัน ซึ่งเป็นความซับซ้อนทางธุรกิจที่คุณสวัสดิ์บอกว่าไปสามารถเปิดเผยออกอากาศได้


รูปแบบถนนยางพารามีอะไรบ้าง
            นายสวัสดิ์ให้ความรู้ว่า ถนนยางพารามีด้วยกัน 3 รูปแบบคือ พาราเคพ ซีล  พาราสเลอรี ซีล และ พาราแอสฟัลติกคอนกรีต  โดยเข้ารับการอบรมการสร้างถนนยางพารา จากบริษัท ทิปโก้แอสฟัลต์  และโซลาแอสฟัลต์ อย่างต่อเนื่อง 
ความแตกต่างของถนนยางพาราทั้ง 3 ประเภท คือ
            พาราเคพซีล (Para Cape Seal)  ถนนประเภท เคพซีล เป็นถนนที่มีการสร้างมากที่สุดในทางสายชนบท เพราะทำได้สะดวก งบประมาณไม่สูง ซ่อมบำรุงง่าย ใช้งบประมาณต่ำ
การสร้างถนนประเภทนี้ จะมีการเตรียมชั้นฐานล่าง จากนั้นราดยางชั้นไพร์มโค้ท (Prime Coat) เพื่อเพิ่มการยึดเกาะชั้นฐานล่าง ต่อมาจะมีการราดยางชั้นซิงเกิ้ล และลงหินย่อย (Single Surface Treatment) จากนั้นราดยางฟ็อกซ์สเปรย์ (Fog Spray) หลังจากนั้น จึงราดยางชั้น สเลอรี ซีล (Slurry Seal) ซึ่งจะมีส่วนผสมของยางพารา หรือเรียกว่า พาราสเลอรีซีล บาง 1 ซม.

            พาราสเลอรีซีล หรือ พาราซีล คือ การฉาบผิวหน้าถนนแอสฟัลต์ติกเดิม ซึ่งจะทำเพื่อรักษาและปรับปรุงพื้นผิวจราจรที่แตก ป้องกันน้ำกัดเซาะชั้นฐาน การฉาบพื้นผิวมีความหนา 1 ซม.
            พาราแอสฟัลต์ติกคอนกรีต คือการทำถนนประเภทแอสฟัลติกคอนกรีต เริ่มจาก ทำชั้นฐานล่าง ทำไพร์มโค้ท จากนั้นปูพื้นผิวหน้าด้วย พาราแอสฟัลต์ ผสมหินร้อน เรียก ฮอตมิกซ์ โดยควบคุมอุณหภูมิระหว่างผสม 170-180 องศา และอุณหภูมิ หน้างาน ไม่น้อยกว่า 160 องศา โดยปูพื้นผิวหนาประมาณ 5 ซ.ม.


ประสบการณ์การก่อสร้างถนนยางพาราของวงศ์สวัสดิ์ก่อสร้าง
            เจ้าของวงศ์สวัสดิ์ก่อสร้าง เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา รับงานก่อสร้างถนนยางพารามาหลายสายทาง ได้แก่  ถนนพาราสเลอรี ซีล ประมาณ 10 สาย พาราแอสฟัลติกคอนกรีต 3 สาย และพาราเคพ ซีล 2 สาย ในพื้นที่ จ.พัทลุง และ จ.ตรัง
งานที่สำคัญคือ รับงานสร้างถนนยางพาราของ กรมทางหลวงชนบท และ อบจ.ตรัง หลายสายในปีงบประมาณ 2558 และในปี 2559
            นอกจากประมูลงานแล้ว หจก.วงศ์สวัสดิ์ ยังรับจ้างงานถนนยางพารา โดยเฉพาะงานฉาบผิวถนน โดยผู้ว่าจ้างทำพื้นชั้นล่างแล้ว จากนั้นจ้างให้ฉาบผิวถนนชั้นสเลอรีซีล อีกจำนวนมาก
            “ผู้ที่จะทำการปูชั้นสเลอรีได้ ต้องมีรถสเลอรีโดยเฉพาะ ซึ่งมีราคาอย่างต่ำ 8 ล้านบาท ผมเป็นผู้รับเหมาแรกที่ลงทุนรถซีล คันแรกของ จ.ตรัง”


คุณสมบัติของถนนยางพารา
            “ยางมะตอยหรือยางแอสฟัลต์เมื่อผสมยางพาราเข้าไปจะช่วยให้พื้นผิวถนนมีความยืดหยุ่นดี ช่วยในการยึดเกาะถนน รถวิ่งแล้วรู้สึกถึงความแตกต่าง เพราะจะรู้สึกว่าแน่นและมั่นคง จึงลดอุบัติเหตุได้ระดับหนึ่ง” นายสวัสดิ์ บอก
            ข้อดีอย่างหนึ่งที่ไม่มีใครรู้ก็คือ ผู้รับเหมางานถนนยางพารา โกงไม่ได้ เมื่อก่อนการทำชั้นสเลอรี ซีล ผู้รับเหมาอาจจะใส่น้ำผสมแทน แต่พอเป็น พาราสเลอรี หากเพิ่มน้ำเข้าไป มันจะเละเหลว เพราะเป็นสูตรที่พอดีอยู่แล้ว
            ข้อดีอีกอย่างของพาราสเลอรี ซีล คือ แห้งเร็ว เปิดการจราจรได้ไว และสะดวกในช่วงหน้าฝน หลังปูหรือฉาบประมาณ 1ชั่วโมง เปิดการจราจรได้ แต่ถ้าเป็นยางมะตอยธรรมดา ใช้เวลา 5-6 ชั่วโมงกว่าจะเปิดจราจรได้
            “ความทนทานของถนนยางพาราสูงกว่าถนนปกติ อย่างมีถนนสายหนึ่งมีคันไถรถไถนาครูดผิวถนน ไม่เสียหายมากเท่าถนนธรรมดา เพราะมันแข็งและทนกว่า”
            อย่างไรก็ตาม คุณสวัสดิ์บอกว่าถนนยางพาราจะทนหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ผิวจราจร หรือ ผิวถนนที่ผสมยางพารา แต่หัวใจอยู่ที่ฐานล่าง แม้จะปูดีอย่างไร ยางยึดเกาะถนนดีเท่าไร ถ้าทำฐานไม่ดี ถนนจะพังง่าย เพราะการทำผิวสเลอรี ซีล ผิวจราจรหนาเพียงแค่ 1 ซ.ม. เท่านั้น ฉะนั้นฐานล่างต้องแน่นมาก ส่วนแอสฟัลติกคอนกรีตขนาดหนาๆ ก็พังได้ถ้าฐานล่างไม่ดี

            “แต่ชื่อเสียงของ หจก.วงศ์สวัสดิ์ ยังไม่เคยเสีย เพราะโดยสัญญาจะมีการรับประกัน 2 ปี ยิ่งงานของ อบจ.มีการตรวจสอบเข้มข้นมาก ผู้จะรับงานได้ต้องมีความละเอียด
          “โดยเฉพาะความหนาของผิวแอสฟัลต์ ต้องเป็นไปตามกำหนด มีการเจาะตรวจความหนา อย่าลืมว่าถ้าปูบางไป 1 ซม. จะประหยัดไปได้มาก อย่างถนน 1 กม.กว้าง 8 เมตร ถ้าปูบางไป 1 ซม. จะประหยัดยางแอสฟัลต์ติกคอนกรีตไปได้อย่างน้อย 80 คิว”
          ทั้งนี้ในทางเทคนิค ถนนยางพารา มีความคงทนต่อการเสื่อมสภาพและเพิ่มความต้านทานการเสียรูปอย่างถาวรได้ดี มีความยืดหยุ่นตัวเพิ่มขึ้นและยึดเกาะหินได้ดีกว่า จึงยืดอายุการใช้งานของผิวทางให้ยานานขึ้น

 เวลาจะรับงานประมูลถนนพิจารณาอะไรบ้าง
            ดูระยะทาง ถนนที่จะรับงานต้องอยู่ไม่ห่างจากแพลนท์ไม่เกิน 100 กม. เพราะความร้อนของยางมะตอยไม่ได้ตามที่กำหนด จึงรับได้ทั้งจังหวัดตรัง และพัทลุง เวลาทำงานถึงหน้างานอุณหภูมิต้องไม่น้อยกว่า 120 องศา แต่แม้จะไกลกว่า 100 กม.ก็หาวิธีการได้ มีเทคนิคอยู่
            ส่วนต้นทุนอื่นๆ มีการจัดสร้างถนนจะมีราคากลางกำหนดอยู่แล้ว
            ทั้งนี้ กรมบัญชีกลาง ได้ออกหลักเกณฑ์การคำนวณราคากลางงานก่อสร้างทางที่เกี่ยวข้องกับการนำยางพารามาเป็นส่วนผสมในการก่อสร้างทาง จำนวน 2 สูตร ได้แก่ พาราแอสฟัลติกคอนกรีต และ พาราสเลอรีซีล เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐนำไป ปฏิบัติ และคำนวณต้นทุนราคากลางก่อสร้าง
            โดยกำหนดราคากลางต้นทุนเฉลี่ย 337.31 บาท/ตารางเมตร จากเดิม 245.77 บาท/ตารางเมตร หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 37%
            การกำหนดราคากลางถนนผสมยางพารา จะช่วยให้สามารถคำนวณราคากลางถูกต้อง แม่นยำ รวดเร็ว และเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่กำหนด ทำให้ช่วยลดข้อผิดพลาด รวมถึงควบคุมตรวจสอบ ลดการรั่วไหล ของงบประมาณ โดยจะเริ่มใช้ในเดือน กรกฎาคมนี้


นโยบายถนนยางพาราดีมาก แต่ ยางพาราผสมยางมะตอยยังราคาสูง
            ปัญหาที่อยากฝากคือ โรงงานผู้ผลิตยางมะตอยอย่าเอาเปรียบลูกค้ามากเกินไป ราคายางมะตอยจะสูงเท่าไหร่ ผมในฐานะผู้รับเหมาทำได้หมด เพราะมีราคากลางอยู่ ถ้ายางมะตอยราคาสูง เราก็สูงตามต้นทุน
แต่ผู้ที่จะเสียงบประมาณส่วนนี้คือ ประเทศชาติ จึงอยากให้มีผู้ผลิตมากรายขึ้นเพื่อให้เกิดการแข่งขัน เป็นปัญหาที่พูดกันมานาน และแก้ยาก
นายสวัสดิ์ เปิดใจทิ้งท้าย

ประเด็นสำคัญที่นายสวัสดิ์ ฝากไว้ ตรงกับความคิดเห็นของหลายหน่วยงานที่ดำเนินนโยบายถนนยางพารา อย่างนายกิจ หลีกภัย นายก อบจ.ตรัง ที่มีการโครงการสร้างถนนยางพารามากกว่าครึ่งหนึ่งของการสร้างถนนทั้งปีงบประมาณ เขาบอกว่า เมื่อรัฐบาลออกนโยบายให้สร้างถนนผสมยางพารา ผู้ผลิตยางมะตอยรายใหญ่ขึ้นราคาทันที ขณะที่ผู้ผลิตในประเทศมีน้อย จนแทบไม่มีการแข่งขัน
ในฐานะของผู้ปฏิบัติ ผู้ใช้งบประมาณ และผู้รับเหมา ย่อมไม่ได้รับผลกระทบจากการที่ยางพาราแอสฟัลต์ราคาสูง เท่าใดนัก แต่ส่วนที่ได้รับผลกระทบตามความเห็นของนายสวัสดิ์คือ งบประมาณชาติที่เพิ่มขึ้นจากการเอากำไรของผู้ผลิตยางมะตอยนั่นเอง

ขอขอบคุณ
สวัสดิ์ โอทอง
หจก.วงศ์สวัสดิ์ก่อสร้าง

20 ถ.พิศาลสีมารักษ์ อ.ห้วยยอด จ.ตรัง โทรศัพท์ 08-14770550, 0-7527-1021, 0-7523-5324 โทรสาร 0-7527-2273

Random Posts

randomposts